ทำบุญทำกุศลแล้วก็ขอให้ทุกคนตั้งใจเอากุศลให้เกิดปัญญานำทางไปสู่ความวิมุตติหลุดจากวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
ด้วยการเดินตามเส้นทางนี้ที่ครูบาอาจารย์ได้ชี้ได้บอกให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งเมื่อเราเดินตามทางอริยมรรคแล้วเราจะประจักษ์แจ้งในทุกๆสภาวะด้วยจิตด้วยปัญญาจริงๆอุปาทานขันธ์อุปาทานจิตก็จะคลายและสลายตัวตนทั้งหมด
การดูจิตและพัฒนาจิตเข้าถึงความวิมุตติหลุดพ้นต้องทำความเข้าใจกับจิตเสียก่อนว่าจิตเรามี 2 ลักษณะอาการเรียกว่าจิตนอกจิตใน ลักษณะ 1 จิตนอกเราไม่เน้นมีลักษณะอาการคือการนึกการคิดปรุงแต่งความรู้สึกก็เป็นจิตนอกเป็นเรื่องของชีวิตจิตนอกมีเมื่อเรามีชีวิตอยู่เมื่อเราตายมันก็ไม่มีฉะนั้นตราบใดที่เรามีชีวิตอยู่ก็มีจิตนอกที่คิดที่ปรุงที่แต่งได้เป็นปกติเราไม่เน้นเพราะไม่ใช่จุดแห่งการบรรลุธรรมรู้ขนาดไหนก็ไม่บรรลุ
มันเป็นตัวสร้างสร้างปัญหาสร้างอุปสรรคให้แก่เราผู้มีชีวิตอยู่ เพราะเราจัดระบบระเบียบมันไม่เป็นนั่นเอง
การปฏิบัติธรรมไปเน้นที่จิตในซึ่งจิตในจะมีอยู่ 4 ลักษณะที่พอจับเค้ามันได้เพราะจิตในมันเป็นนามธรรมแต่ครูบาอาจารย์ผู้ชาญฉลาดท่านจับเค้าของจิตตัวนี้ให้ดูตามเค้าที่ได้มี 4 ลักษณะคือ
นิ่งๆ เป็นนิ่งที่เราไม่ได้สร้างขึ้นมันมีอยู่แล้วมันซ่อนอยู่เบื้องหลังทุกปรากฏการณ์ข้างนอก
และ 2 มีลักษณะ เฉยๆ
ลักษณะที่ 3 คือ โล่งๆว่าง
ลักษณะที่ 4 คือ ไม่มีอะไรเลย
ซึ่ง 4 ลักษณะนี้มันพัฒนาจากความหยาบไปสู่ความละเอียดเมื่อเห็นลักษณะจิตแบบนี้เราดูเข้าไปดูบ่อยๆเมื่อเราเห็นแล้วต่อไปจะไม่ยากเราต้องดูผ่านความรู้สึกถึงจะเห็น ความนิ่งไม่ใช่ความรู้สึกแต่เอาความรู้สึกไปดู
ดูจิตให้เห็นดูจิตให้เป็นคือต้องดูบ่อยๆต่อเนื่องดูจิตให้แจ่มแจ้งเด่นชัดแยกส่วนอย่างชัดเจนสุดท้ายแล้วเราจะพบจุดจบที่จิต
เมื่อจิตแยกส่วนออกมาอย่างชัดเจนจนสลายตัวตนขาดออกจากขันธ์โดยสิ้นเชิงไม่สามารถมาต่อติดกันได้อีกแล้วเพราะไม่มีตัวตนของจิต
ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมกับพระนิพพานโดยแท้
อิสระจากสมมุติทั้งหลายทั้งปวงเป็นความว่างที่ไร้ตัวตนตลอดเวลาจนวันสุดท้ายที่ สิ้นลมหายใจ
จิตที่ไม่มีตัวตนนั้นเรียกว่าธรรมไม่มีการเสื่อมอีกแล้ว ไม่ขึ้นไม่ลงไม่สูงไม่ต่ำไม่ดำไม่ขาวไม่มีสมมุติใดๆทั้งสิ้น