← กลับไปหน้าแรกของเว็บไซต์

📂 หมวดหมู่: ดูจิต - จบจิต

บทความสำหรับปูพื้นฐานความเข้าใจ จนถึงการเห็นความจริงของจิต

รู้เห็นตามธรรมชาติวงจรของชีวิต ไม่มีอะไรกับอะไร ใจอิสระ

เมื่อปฏิบัติถึงจุดสูงสุดแล้ว สุดท้ายก็คืนสู่สามัญ ก็คือกลับเข้าสู่วงจรแห่งชีวิตเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรแตกต่างระหว่างปุถุชนกับพระอริยะในความเป็นชีวิต โลกธรรม ๘...

สุขทุกข์แต่ละคนไม่เหมือนกัน (นิทานเทวดากับหนอน)

มีเพื่อนสองคนรักกันมาก ไปทำบุญปฏิบัติด้วยกัน แต่จิตบริสุทธิ์ต่างกัน เจตนาในจิตที่ทำไม่เท่ากัน คนหนึ่งไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ อีกคนหนึ่งไปเกิดเป็นหนอนอยู่ฐานส้วม...

ผู้รู้แจ้ง เข้าสู่การเรียนรู้

ถ้าจิตมันอยู่กับตัวเอง "จิตอยู่กับจิต จิตเห็นจิต จิตรู้จิต จิตเข้าใจจิต จิตแจ่มแจ้งจิต" มันมีลักษณะแบบนี้ เพราะมันเป็นธาตุรู้ ถ้ามันอยู่กับตัวเองมันก็แจ่มแจ้ง...

สภาวะขั้นสูงสุดคือขั้นทำลายตัวเอง

สภาวะสลายตัวตนของจิตก็จะเข้าสู่ธรรมชาติที่ไร้ซึ่งความมีตัวตนทั้งหมด สภาพจิตแบบนี้เขาเรียกว่า "จิตอรหันต์" หรือสภาวะวิสังขาร เป็นสภาวะที่ปราศจากเหตุปัจจัยที่จะขับเคลื่อนปรุงแต่ง...

คนเราเกิดมาเพื่ออะไร?

คนเราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ให้กับตนเองและผู้อื่น ปฏิบัติตนเองให้พ้นออกจากทุกข์คือหน้าที่สำคัญ การทำหน้าที่แบบไม่ต้องหวังผล ไม่ต้องเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ แล้วเราก็จะไม่เป็นทุกข์เลย...

จิตเป็นธาตุรู้ที่พร้อมจบ "นิพพาน"

กิเลสที่แนบกับจิตคือ จิตอวิชชา มันเป็นธาตุรู้ที่มีแนวโน้มไปกับความหลง ถ้าไม่ได้รับการฝึกการพัฒนา สร้างกำลังและองค์ประกอบอันประกอบไปด้วย สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา...

อาศัยสมมุติ อธิบายวิมุตติ

ดูจิตที่นิ่งอย่าไปติดความนิ่ง ดูจิตที่เฉยอย่าไปติดที่เฉย ดูจิตที่โล่งว่างอย่าไปติดที่โล่งว่าง ดูให้เห็นแก่นแท้แห่งความนิ่ง ความเฉย ความโล่งว่าง แก่นแท้ของมันนั่นแหละที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า มหาสุญญตา...

ถ้าเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติจริงๆ มันจะเห็นผลด้วยตัวของเราเอง

ด้วยธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้านี่มันน่าอัศจรรย์ตรงที่เราประพฤติปฏิบัติแล้ว มันจะเกิดผลให้ตัวเราได้แจ้งประจักษ์ด้วยตัวเราเอง มันอัศจรรย์ตรงนี้ล่ะ ที่ว่าธรรมะเปลี่ยนนิสัยเปลี่ยนชีวิตเราได้...

รู้เห็นตามธรรมชาติวงจรของชีวิต ไม่มีอะไรกับอะไร ใจอิสระ

เมื่อปฏิบัติถึงจุดสูงสุดแล้ว สุดท้ายก็คืนสู่สามัญ ก็คือกลับเข้าสู่วงจรแห่งชีวิตเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรแตกต่างระหว่างปุถุชนกับพระอริยะในความเป็นชีวิต โลกธรรม ๘ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ ทุกข์ สุข...

บนเส้นทางแห่งความหลุดพ้นพระนิพพาน

เราต้องยืนอยู่ในจุดที่เป็นปัจจุบันในจิตให้ชัดมั่นคง ยืน เดิน นั่ง นอน พูด คิด ความคิดแทบไม่มีเลย การปรุงแต่งแทบไม่มี ยืนนิ่งเด่นชัดอยู่กับจิตตั้งมั่นอย่างนั้นตลอดทั้งลืมตาหลับตา...

ท่านทั้งหลายจะพบพระนิพพานที่จุดเดียวที่ท่านยืนอยู่

จุดที่ท่านยืนอยู่ด้วยความเป็นปัจจุบันดูจิตให้เป็นปัจจุบันจิต จิตที่ไม่เป็นปัจจุบันคือจิตที่นึกที่คิดเราไหลไปกับความคิดมีอารมณ์และกิเลสเกิดขึ้นเราไหลไปตามอารมณ์กิเลสนั้นไม่เป็นปัจจุบัน...

กำหนดวันที่จะมาได้เลยอย่างน้อย 7 วัน

โดยใช้เวลาไม่นานนักปฏิบัติจะได้สัมผัสสัมพันธ์กับสภาพจิตที่ไม่มีตัวตนด้วยตนเองว่าเป็นสภาพจิตที่อิสระเพียงใด เรามองดูจากจิตที่เราเห็นๆเห็นเรื่อยๆเด่นชัดอยู่เป็นปกติที่เด่นชัดนี่แหละมันยังมีตัวตนอยู่...

การเข้าถึงพระนิพพานจึงต้องมาดูที่จิตของเรา

มาจัดการจิตไม่ให้จิตดวงนี้มันไหลตามอารมณ์ จิตให้มันเป็นหนึ่งเดียว หนึ่งเดียวในที่นี้ไม่ใช่ให้เป็นหนึ่งเดียวกับอารมณ์กัมมัฏฐานที่เราเข้าใจมา คำว่าหนึ่งเดียวคือให้จิตมันเป็นหนึ่งเดียวโดดๆ...

ขอเชิญทุกๆคนเข้าสู่เส้นทางแห่งความหลุดพ้น

เหตุในความต้องการแห่งการดำเนินชีวิตทั้งทางกายและทางจิตโดยพระพุทธองค์ท่านกล่าวพอจะสรุปได้ว่าผลจากการที่เราได้รับจากการมีชีวิตอยู่มันเป็นผลจากวัฏสงสารคือผลที่เกิดจากการเวียนว่ายตายเกิด...

ชีวิตินทรีย์ อินทรีย์คือชีวิต

สภาวะที่เป็นใหญ่ในการตามรักษาสหชาตธรรม ดุจน้ำหล่อเลี้ยงดอกบัว เป็นต้น มี ๒ ฝ่ายคือ ชีวิตินทรีย์ที่เป็นชีวิตรูป เป็นอุปาทายรูปอย่างหนึ่ง เป็นเจ้าการในการรักษาหล่อเลี้ยงเหล่ากรรมชรูป...

อยู่กับปัจจุบัน คำว่าปัจจุบันก็คือ อยู่กับตัวเองนี่แหละ

เพราะ ปัจจุบันอย่างแท้จริงมันไม่มี มันมีแค่ขณะเดียวแล้วก็หายไปๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่กำหนดไว้ในปัจจุบัน มันก็เป็นแค่สมมติ แต่ที่พระพุทธเจ้าสอนให้อยู่กับปัจจุบันจะได้เห็นสมมติที่เป็นอดีต...

ยิ่งหายิ่งห่าง!!ยิ่งเดินทางยิ่งหลงทาง!!

ความจริงแท้คือความไม่มีอะไรเลยเรียกว่าวิมุตติ พ้นไปจากสมมุติเรียกว่าความจริงแท้ ความสว่างเกิดขึ้นจากข้างใน จักขุงอุทะปาทิ ดวงตาเกิดขึ้นแล้วแก่เราดวงตาเห็นธรรม ปรากฏขึ้นทางปัญญา...

จิตนอก จิตใน

การดูจิตและพัฒนาจิตเข้าถึงความวิมุตติหลุดพ้นต้องทำความเข้าใจกับจิตเสียก่อนว่าจิตเรามี 2 ลักษณะอาการเรียกว่าจิตนอกจิตใน ลักษณะ 1 จิตนอกเราไม่เน้นมีลักษณะอาการคือการนึกการคิดปรุงแต่ง...

สภาวะขั้นสูงสุดคือขั้นทำลายตัวเอง

สภาวะขั้นสูงสุดคือขั้นทำลายตัวเองสภาวะสลายตัวตนของจิตก็จะเข้าสู่ธรรมชาติที่ไร้ซึ่งความมีตัวตนทั้งหมดสภาพจิตแบบนี้เขาเรียกว่าจิตอรหันต์ คำว่าอรหันต์นั้นเป็นแค่ชื่อ...

!!!!!!ผู้รู้แจ้ง!!!!!!

ธรรมะ คือ ความเป็นธรรมชาติ คือ ความเป็นธรรมดา ธรรมะมีอยู่ 2 แบบ ก็คือ ธรรมะแบบที่เป็นสมมุตติ กับ ธรรมะที่ไร้สมมุตติ ธรรมะที่เป็นสมมุตติ มันวัดกันที่ว่าสิ่งเหล่านั้นมันเกิดขึ้น...

อะกุปปาเจโตวิมุตติ จิตที่หลุดพ้นไปแล้วไม่มีทางเสื่อม

อะกุปปาเจโตวิมุตติจิตที่หลุดพ้นไปแล้วไม่มีทางเสื่อมปฏิบัติก็ไม่เสื่อมไม่ปฏิบัติก็ไม่เสื่อมอยู่อิริยาบถไหนก็เป็นแบบนี้ทั้งกลางวันทั้งกลางคืนทั้งหลับตาลืมตาจะคิดจะพูดอะไรก็ไม่มีเสื่อม...

รู้เห็นตามธรรมชาติวงจรของชีวิตไม่มีอะไรกับอะไรใจอิสระ

เมื่อปฏิบัติถึงจุดสูงสุดแล้วสุดท้ายก็คืนสู่สามัญก็คือกลับเข้าสู่วงจรแห่งชีวิตเหมือนเดิมไม่ได้มีอะไรแตกต่างระหว่างปุถุชนกับพระอริยะในความเป็นชีวิต โลกธรรม๘...

สภาวะขั้นสูงสุดคือขั้นทำลายตัวเอง

สภาวะขั้นสูงสุดคือขั้นทำลายตัวเองสภาวะสลายตัวตนของจิตก็จะเข้าสู่ธรรมชาติที่ไร้ซึ่งความมีตัวตนทั้งหมดสภาพจิตแบบนี้เขาเรียกว่าจิตอรหันต์ คำว่าอรหันต์นั้นเป็นแค่ชื่อแต่มันหมายถึง...

อาศัยสมมุติอธิบายวิมุตติ

ดูจิตที่นิ่งอย่าไปติดความนิ่งดูจิตที่เฉยอย่าไปติดที่เฉยดูจิตที่โล่งว่างอย่าไปติดที่โล่งว่างดูให้เห็นแก่นแท้แห่งความนิ่งความเฉยความโล่งว่างแก่นแท้ของมันนั่นแหละที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่ามหาสุญญตา...

ยิ่งหายิ่งห่าง!!ยิ่งเดินทางยิ่งหลงทาง!!

แสงแห่งพระธรรมเป็นแสงที่สุดยอดกว่าแสงทั้งปวงถ้าใจดวงนี้ยินดีพอใจที่จะกอดโลกนี้ไว้แสงแห่งพระสัจธรรมก็มิอาจส่องถึงได้ การเกิดเป็นจุดกำเนิดแห่งความทุกข์...

มหาสุญญตาสภาพจิต อิสระไร้ตัวตน

การบรรลุธรรมคือการเข้าไปเห็นความจริง2อย่างคือความจริงที่ไม่เปลี่ยนว่างเปล่าไร้ตัวตนคงที่ถาวรไม่ขยับขับเคลื่อน อกุปปาเจโตวิมุตติจิตที่หลุดพ้นไปแล้วไม่มีทางเสื่อม...

#ทำลายจิตที่มีเชื้อเพื่อยุติภพชาติ##จิตไร้ตัวตนไร้ร่องรอย##

เมื่อจิตแยกส่วนออกมาอย่างชัดเจนจนสลายตัวตนขาดออกจากระบบขันธ์โดยสิ้นเชิงไม่สามารถมาต่อติดกันได้อีกแล้วเพราะไม่มีตัวตนของจิต ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระนิพพานโดยแท้...

จิตเป็นธาตุรู้ที่พร้อมจบ “นิพพาน”

กิเลสที่แนบกับจิตคือจิตอวิชชามันเป็นธาตุรู้ที่มีแนวโน้มไปกับความหลงถ้าไม่ได้รับการฝึกการพัฒนาสร้างกำลังและองค์ประกอบอันประกอบไปด้วย สัทธา (ความเชื่อ) วิริยะ...

จิตนอก จิตใน

การดูจิตและพัฒนาจิตเข้าถึงความวิมุตติหลุดพ้นต้องทำความเข้าใจกับจิตเสียก่อนว่าจิตเรามี 2 ลักษณะอาการเรียกว่าจิตนอกจิตใน ลักษณะ 1 จิตนอกเราไม่เน้นมีลักษณะอาการคือการนึกการคิดปรุงแต่ง...

มรรคผลนิพพานไม่มีฟลุก

เยธัมมาเหตุปัปภวา ทุกอย่างเกิดมาจากเหตุ เหตุดับผลดับ ทำลายจิตที่มีเชื้อเพื่อทำลายภพชาติ ด้วยกำลังสติสมาธิปัญญารวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิต ปัจจุบันจิตเกิดขึ้นจิตสลายตัวตน...

อกุปปาเจโตวิมุตติ จิตที่หลุดพ้นไปแล้วไม่มีทางเสื่อม

ปฏิบัติก็ไม่เสื่อมไม่ปฏิบัติก็ไม่เสื่อมอยู่อิริยาบถไหนก็เป็นแบบนี้ทั้งกลางวันทั้งกลางคืนทั้งหลับตาลืมตาจะคิดจะพูดอะไรก็ไม่มีเสื่อม...

จงตั้งใจว่าเราจะเหยียบแผ่นดินนี้เป็นชาติสุดท้าย (จิตนอก จิตใน)

ทำบุญทำกุศลแล้วก็ขอให้ทุกคนตั้งใจเอากุศลให้เกิดปัญญานำทางไปสู่ความวิมุตติหลุดจากวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดจงตั้งใจว่าเราจะเหยียบแผ่นดินนี้เป็นชาติสุดท้ายจะไม่มีภพชาติใดๆ...

คนเราเกิดมาเพื่ออะไร?

คนเราเกิดมาเพื่ออะไร? ควรที่จะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร? และอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่คนเราควรจะได้รับ? คำตอบคือ คนเราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ ทำหน้าที่ให้กับตนเองและทำหน้าที่ให้กับคนอื่น การปฏิบัติหน้าที่ของตนเองนั้นก็คือ ปฏิบัติตนเองให้พ้นออกจากทุกข์...

ไม่ต้องหนีไม่ต้องสู้แต่ไม่เข้าไปอยู่ ให้เป็นผู้เห็นอุปสรรค

ทุกข์ทางด้านร่างกายเราก็แก้ไขดูแลรักษา และแก้ไขได้ ส่วนทางด้านจิตใจนั้นให้มองเป็นเรื่องธรรมชาติธรรมดาที่เกิดขึ้นมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราที่มาให้เรารู้ จงเอาสติออกมามองอุปสรรคที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา...