ปฏิบัติก็ไม่เสื่อมไม่ปฏิบัติก็ไม่เสื่อมอยู่อิริยาบถไหนก็เป็นแบบนี้ทั้งกลางวันทั้งกลางคืนทั้งหลับตาลืมตาจะคิดจะพูดอะไรก็ไม่มีเสื่อม จิตที่หลุดพ้นไปแล้วสภาพไร้ตัวตนว่างเปล่าไม่มีอะไรเป็นแบบนี้จนสิ้นลมหายใจ
จิตที่ไม่มีตัวตนนั้นเรียกว่าธรรมไม่มีการเสื่อมอีกแล้ว
ไม่ขึ้นไม่ลงไม่สูงไม่ต่ำไม่ดำไม่ขาวไม่มีสมมุติใดๆทั้งสิ้น ถ้าในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าถึงที่สุดแล้วจบการพัฒนาจิตอย่างแท้จริง
เมื่อจิตแยกส่วนออกมาอย่างชัดเจนจนสลายตัวตนขาดออกจากขันธ์โดยสิ้นเชิงไม่สามารถมาต่อติดกันได้อีกแล้วเพราะไม่มีตัวตนของจิต ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระนิพพานโดยแท้
อิสระจากสมมุติทั้งหลายทั้งปวงเป็นความว่างที่ไร้ตัวตนตลอดเวลาจนสิ้นลมหายใจ ปัญญาวิมุตติประจักษ์แจ้งในความหลุดพ้นไปแห่งจิต
ปัญญาที่รู้แจ้งในความวิมุตติหลุดพ้นของจิตอย่างแจ่มแจ้งไม่คาราคาซังที่เรียกว่าปัญญาคือแสงสว่างไม่มีกลับมามืดบอดหรือสงสัยลังเลได้ในภายหลังท่านเรียกอะกุปปา เจโตวิมุตติจิตที่หลุดพ้นแล้วไม่มีทางเสื่อม
การพ้นพิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก