เหตุในความต้องการแห่งการดำเนินชีวิตทั้งทางกายและทางจิตโดยพระพุทธองค์ท่านกล่าวพอจะสรุปได้ว่าผลจากการที่เราได้รับจากการมีชีวิตอยู่มันเป็นผลจากวัฏสงสารคือผลที่เกิดจากการเวียนว่ายตายเกิดโดยที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเราไม่โทษใครไม่ใช่โทษของเราไม่ใช่โทษของบุคคลนั้นบุคคลนี้สิ่งนั้นสิ่งนี้แต่เป็นโทษของวัฏสงสารคือโทษแห่งการเวียนว่ายตายเกิดเพราะเราเวียนว่ายตายเกิดเราถึงมาเจอสิ่งเหล่านี้
ดังนั้นศาสนาพุทธถ้าจะเอาจุดนี้เป็นหลักจึงเป็นศาสนาที่สอนให้เราหยุดการเวียนว่ายตายเกิดถ้าเรายังเวียนว่ายตายเกิดจึงมีจุดที่สมหวังไม่สมหวังเจอสุขเจอทุกข์เจอสารพัดเรื่องดีใจเสียใจต่างๆนานาทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นสิ่งไม่แน่นอนขึ้นๆลงๆแม้แต่ตัวความสุขเองก็เป็นสิ่งที่อยู่ภายใต้ความแปรปรวนไม่แน่นอนความสุขก็ชั่วคราวความทุกข์ก็ชั่วคราวพลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาตามวาระโอกาสตามเหตุและปัจจัยจริงๆแล้วเหตุแห่งความทุกข์มีมากกว่าความสุขด้วย
ถ้าเรามองจริงๆความสุขที่ว่านี้ก็ไม่ใช่ความสุขแท้มันคือความสนุกหรรษานั่นเองอันเราและโลกทั้งหลายเขาบัญญัติว่าคือความสุข แต่จริงๆแล้วมันสวนทางกับความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างตรงไปตรงมาว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากความสนุกหรรษาไม่ได้เกิดจากความดีใจแบบที่โลกๆเขาเป็นกันแต่ความสุขที่แท้จริงเกิดจากความสงบจิตที่มีความสงบมันคือความสุข
แต่ชาวโลกอย่างเราท่านทั้งหลายไม่ค่อยรู้จักกันน้อยคนที่ได้รับความสุขจากความสงบ แต่นี่ก็ไม่ใช่ความสุขอย่างแท้จริงความสงบไม่ใช่ความสุขอย่างแท้จริง
ความสุขที่แท้จริงพระพุทธเจ้าตรัสว่านิพพานังปรมังสุขัง นิพพานคือสุขอย่างยิ่งอันนี้คือสุขแท้ นิพพานไม่ใช่สุขที่โลกๆเข้าใจกันสุขของนิพพานคือสุขอิสระที่พ้นแล้วจากสุขและทุกข์สภาวะที่พ้นไปแล้วจากสุขและทุกข์เรียกสภาวะพระนิพพานหรือสภาวะที่อิสระจากความสุขความทุกข์โดยเนื้อแท้คืออารมณ์ที่มาจากสมมุติ