"ถ้าเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติจริงๆ
มันจะเห็นผลด้วยตัวของเราเอง"

ด้วยธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้านี่มันน่าอัศจรรย์ตรงที่เราประพฤติปฏิบัติแล้ว มันจะเกิดผลให้ตัวเราได้แจ้งประจักษ์ด้วยตัวเราเอง

มันอัศจรรย์ตรงนี้ล่ะ ที่ว่าธรรมะเปลี่ยนนิสัยเปลี่ยนชีวิตเราได้ จากชีวิตที่สะเปะสะปะไม่รู้ทิศรู้ทาง เขาเรียกว่ามืดไปข้างหน้า จากนั้น เขาเรียกว่ารับแสงสว่างแห่งพระสัทธรรมคำสอนเจิดจ้าอยู่ในหัวจิตหัวใจ

คือเป็นผู้ไม่ใช่ตาบอดอีกแล้ว คือผู้มีตาดีตาสว่างมองโลกออก รู้จักผิดชอบชั่วดีหมด นิสัยที่ไม่ดีก็สามารถเอาออกได้

อยู่ที่ว่าแสงสว่างใครจะมากกว่ากัน ปัญญาใครจะมากกว่า ขัดเกลาได้เรื่อยๆ ลดหลั่นไปตามลำดับลำดา แต่เมื่อขัดเกลาได้ถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่สามารถขัดเกลาจิตนี้ได้อีกแล้ว เพราะถึงจุดนี้จิตจะสะอาดหมดจด บริสุทธิ์ บริบูรณ์

ชีวิตที่เหลืออยู่ก็จะมีแต่ความพอดี เราจะเข้าใจคำว่า...

นิพพานัง ปรมัง สุขัง
นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

ในขณะที่มีชีวิตอยู่ จิตจะแจ้งในพระนิพพาน พระนิพพานจริงๆ จิตยังอาศัยอานิสงส์นี้เข้าห่อหุ้มชีวิตที่เหลืออยู่ ให้เป็นชีวิตที่เบาบาง หาความสุขได้ไม่มีวันจืดจาง เพราะเป็นความสุขที่ออกจากฐานของจิตที่ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างได้แล้วอย่างถาวร

ปัญญาที่รู้แจ้งในความวิมุตติหลุดพ้นของจิตอย่างแจ่มแจ้ง ไม่คาราคาซัง ที่เรียกว่าปัญญาคือแสงสว่าง ไม่มีกลับมามืดบอดหรือสงสัยลังเลได้ในภายหลัง ท่านเรียก...

"อกุปปธรรม เจโตวิมุตติ"
จิตที่หลุดพ้นแล้วไม่มีทางเสื่อม